@ CORSAT, KU

  • 01.jpg
  • 02.jpg
  • 03.jpg
  • 04.jpg
  • 05.jpg
  • 06.jpg
  • 07.jpg
  • 08.jpg
  • 09.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg
  • 17.jpg
  • 18.jpg
  • 19.jpg
  • 20.jpg
  • 21.jpg
  • 22.jpg
  • 23.jpg
  • 24.jpg
  • 25.jpg
  • 26.jpg
  • 27.jpg
  • 28.jpg
  • 29.jpg
  • 30.jpg
  • 31.jpg
  • 32.jpg
  • 33.jpg
  • 34.jpg
  • 35.jpg
  • 36.jpg
  • 37.jpg
  • 38.jpg
  • 39.jpg
  • 40.jpg
  • 41.jpg
  • 42.jpg
  • 43.jpg
  • 44.jpg
  • 45.jpg
  • 46.jpg
  • 47.jpg
  • 48.jpg
  • 49.jpg
  • 50.jpg
  • 51.jpg
  • 52.jpg
  • 53.jpg
  • 54.jpg
  • 55.jpg
  • 56.jpg
  • 57.jpg
  • 58.jpg
  • 59.jpg
  • 60.jpg
  • 61.jpg
  • 62.jpg
  • 63.jpg
  • 64.jpg
  • 65.jpg
  • 66.jpg
  • 67.jpg
  • 68.jpg
  • 69.jpg
  • 70.jpg
  • 71.jpg
  • 72.jpg
Banner
Banner
Banner

แบบสำรวจความคิดเห็น

โจทย์งานวิจัยข้าวที่ท่านอยากให้นักวิจัยทำ
 

แบบสำรวจความคิดเห็น AEC

AEC มีผลกระทบต่อข้าวไทยหรือไม่ ?
 

สถิติการเข้าเยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday4
mod_vvisit_counterYesterday112
mod_vvisit_counterThis week4
mod_vvisit_counterLast week522
mod_vvisit_counterThis month1203
mod_vvisit_counterLast month2526
mod_vvisit_counterAll days196570

Online (1 minutes ago): 2
Your IP: 54.224.168.206
,
Today: 19 Nov, 2017

ความพึงพอใจในการใช้เว็บไซต์

ความพึงพอใจในการใช้เว็บไซต์
 

สมาชิก




การปลูกข้าวนาปีแบบหว่านข้าวแห้ง

การปลูกข้าวนาปีแบบหว่านข้าวแห้ง


ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตข้าว
ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

การหว่านเมล็ดข้าวแห้งด้วยเครื่อง

ใช้โรตารีปั่นดินกลบเมล็ดข้าวที่หว่านแล้ว

ฉีดพ่นสารคลุมวัชพืชฉีดพ่นสารคลุมวัชพืช

สภาพวัชพืชในแปลงตามวิธีการโรตารีปั่นดินและ

   เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว เป็นสัญญาณบอกให้ชาวนาเริ่มต้นการเพาะปลูกข้าวนาปีอีกครั้ง การเพาะปลูกข้าวนาปีที่ต้องอาศัยน้ำฝนนั้น ด้วยสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันทำให้ชาวนาต้องรอลุ้นว่าปีนี้น้ำจะเป็นอย่างไร จะมีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวหรือไม่ ชาวนาทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ หรือแม้กระทั้งภาคกลางที่เพาะปลูกข้าวนาปีด้วยพันธุ์ข้าวไวแสงได้แก่พันธุ์ ขาวดอกมะลิ105 กข15 หรือ กข6 ที่ชาวนามักจะปลูกทั้งแบบนาดำทั้งที่ใช้แรงงานคนหรือใช้เครืองดำนา แต่ก็มีชาวนาในหลายพื้นที่เช่นกันที่มีการปลูกข้าวแบบหว่านข้าวแห้ง ชาวนาจะปลูกโดยการไถเตรียมดิน แล้วหว่านข้าวเมล็ดข้าวแห้งลงไปอาจจะมีการคราดกลบหรือไม่ก็ได้ กรรมวิธีการปลูกข้าวแบบนี้ ชาวนาจะสามารถปลูกข้าวได้ในพื้นที่นาได้ทั้งหมดรวดเร็ว ประหยัดแรงงานแทนการปักดำ ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และที่สำคัญคือ สามารถหว่านข้าวรอฝนที่ไม่รู้ว่าจะตกลงมาเมื่อไรก็ได้ แต่วิธีการปลูกข้าวแบบหว่านข้าวแห้งนี้มีข้อเสียคือ ปัญหาวัชพืชที่งอกมาพร้อมกับเมล็ดข้าวที่หว่านลงไป ซึ่งถ้าไม่มีการกำจัดวัชพืชผลผลิตที่ได้อาจจะต่ำมากไม่คุ้มกับการเพาะปลูกเลยก็ได้
การเพาะปลูกข้าวแบบหว่านข้าวแห้งให้มีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยความเอาใจใส่ในขั้นตอนการเตรียมดินและการควบคลุมวัชพืชให้ดีจึงจะสามารถใช้คำว่า "เอาอยู่" ข้าวจะงอกสม่ำเสมอและไม่มีวัชพืชขึ้นรบกวน ส่งผลให้ผลผลิตของข้าวที่ได้ไม่แพ้การปลูกข้าวแบบนาดำได้เช่นกัน เทคนิคการปลูกข้าวแบบหว่านข้าวแห้งนี้ได้มีการดำเนินการปลูกทดสอบจริงในพื้นที่นาเกษตรกร 2 รายที่บ้านเพนียด ตำบลเนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการทุกขั้นตอนตลอดจนถึงการเก็บเกี่ยว


   การเพาะปลูกของเกษตรกรเริ่มจากการไถดะ ไถแปร หว่านข้าว ในอัตรา 25 - 30 กิโลกรัมต่อไร่ (ซึ่งเป็นอัตราที่มากเกินไปเนื่องจากเกษตรกรเชื่อว่าต้องหว่านเผื่อ งอกไม่ดี นก หนู หรือ มดกิน) แล้วคราดกลบ ส่วนวิธีที่แนะนำเกษตรกรนั้นมี 2 วิธีคือ วิธีแรกเริ่มการเตรียมดินเช่นเดียวกับเกษตรกรคือ ไถดะ ไถแปร หว่านข้าว อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วใช้เครื่องตีดิน (โรตารี) ปั่นตีดินและเป็นการคลุกเมล็ดลงไปในดิน แบบที่ 2 ดำเนินการเช่นเดียวกับวิธีแรก แล้วตามด้วยการฉีดพ่นสารคลุมวัชพืชก่อนงอกที่เป็นสารเพนดิเมทาลิน หรือ ออกซาไดอะซอน ในความเข้มข้นตามคำแนะนำของสารแต่ละชนิด ซึ่งว่าไปแล้วสารคลุมวัชพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ชาวนาหลายท่านอาจจะคุ้นเคยในการใช้สำหรับนาหว่านน้ำตมมาแล้ว ด้วยคุณสมบัติของสารทั้ง 2 นี้สามารถใช้ฉีดคลุมวัชพืชในสภาพที่ดินแห้งได้เช่นกัน


   ผลจากการดำเนินงานและร่วมเก็บข้อมูลกับเกษตรกรนั้น ผลผลิตที่เกษตรกรใช้วิธีตามแบบเกษตรกรปฎิบัตินั้นได้ผลผลิตเฉลี่ย 404.7 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนวิธีการแรกที่แนะนำเกษตรกรนั้นได้ผลผลิตเฉลี่ย 449.9 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งวิธีการทั้ง 2 นี้พบว่าในแปลงนาที่ปฎิบัติแบบเกษตรกรแปลงข้าวจะมีวัชพืชเจริญเติบโตแข่งขันกับข้าวเฉลี่ย 98 ต้นต่อตารางเมตร แต่การใช้โรตารีปั่นดินวัชพืชจะมีจำนวนน้อยกว่าเฉลี่ย 68 ต้นต่อตารางเมตร ส่วนวิธีการแนะนำที่ 2 นั้นมีผลผลิตเฉลี่ย 643.1 กิโลกรัมต่อไร่ และในแปลงนาพบวัชพืชน้อยมากเฉลี่ย 4 ต้นต่อตารางเมตร


ภาพที่ 1 เปรียบเทียบประมาณการผลผลิตต่อไร่ของวิธีการปลูกข้าวแบบเกษตกรและวิธีการแนะนำ

 

   ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการใช้โรตารีปั่นดินทำให้เมล็ดถูกคลุกลงไปในดินนั้น ดินจะเป็นตัวช่วยป้องกันเมล็ดถูกทำลายจากการปลี่ยนแปลงอากาศที่ร้อนในตอนกลางวันและเย็นในตอนกลางคืน ป้องกันการถูกทำลายจากนก หนู หรือ มด และการปั่นดินยังทำให้ดินมีความละเอียดมากยิ่งขึ้นช่วยเก็บรักษาความชื้นไม่ให้สูญเสียเร็วเกินไป แต่ยังเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชมากนัก การฉีดพ่นสารคลุมวัชพืชจะสามารถควบคลุมวัชพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปลูกข้าวแบบหว่านข้าวแห้งด้วยวิธีที่ 2 จึงมีประสิทธิภาพสูงทำให้ได้ผลผลิตสูงสุด


   อย่างไรก็ตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลจากการเพิ่มต้นทุนในการปั่นดินและการฉีดพ่นสารคลุมวัชพืช เมื่อคิดรายได้สุทธิหลังจากหักต้นทุนดังกล่าวแล้วก็ยังทำให้รายได้เพิ่มขึ้นได้กว่า 30 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ปกติ เกษตรกรลองนำเทคนิคที่แนะนำนี้ไปปรับใช้กับการปลูกข้าวแบบหว่านข้าวแห้งของเกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะทำให้การเพาะปลูกข้าวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้